สำหรับมิสเตอร์แซนเดอร์ส เราสามารถเรียกเขาว่าชายผู้มีแต่ความล้มเหลวทั้งชีวิตได้อย่างไม่ต้องกลัวเขาโกรธ เพราะเขาก็ยอมรับมันจนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว 

มิสเตอร์แซนเดอร์ส ชีวิตนี้เกือบจะมีแต่ความล้มเหลว

KFC ย่อมาจาก Kentucky Fried Chicken ไม่ต้องอธิบายว่าคืออะไร ขายอะไร แต่กว่าที่เราจะมีร้าน KFC ให้กินอย่างทุกวันนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1890 วันที่โลกนี้มีผู้ชายอันเป็นสัญลักษณ์ที่ติดตาคนมากที่สุดอันนึงของโลก มิสเตอร์ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส ผู้ให้กำเนิด KFC

ความสำเร็จมากมายของ KFC ไม่มีใครไม่รู้ แต่กว่าที่มันจะสำเร็จเช่นนี้ มันก็ต้องผ่านกฏแห่งความสำเร็จ หนีไม่พ้น นั่นคือ จะสำเร็จต้องรู้จักความล้มเหลว ยิ่งสำเร็จมาก ก็ต้องยิ่งผ่านความล้มเหวมามาก

สำหรับมิสเตอร์แซนเดอร์ส เราสามารถเรียกเขาว่าชายผู้มีแต่ความล้มเหลวทั้งชีวิตได้อย่างไม่ต้องกลัวเขาโกรธ เพราะเขาก็ยอมรับมันจนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว ความล้มเหลวของเขามีอะไรบ้างหรอ ตามอ่านดู แต่ขอบอกว่ามันก็จะยาวหน่อยๆ นะ

ตอนเขาอายุ 6 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตทำให้ แม่ต้องทำงาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพียงคนเดียว ต้องรับภาระเลี้ยงดู น้องชายอายุ 3 ขวบ และน้องสาว ยังเล็กอยู่ (มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นลูกชายคนโต) เขาต้อง ทำงานบ้านทุกอย่าง รวมถึง ทำอาหารเองด้วย แซนเดอร์ส มีความสามารถในเรื่องนี้มาก จนได้รางวัลชนะเลิศ ในการประกวด ทำอาหารประจำหมู่บ้าน ขณะที่อายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น

ตอนอายุ 10 ปี เขาเริ่มรับจ้างทำงานครั้งแรก เป็นการทำงานในฟาร์มใกล้บ้านได้ค่าแรงเพียง เดือนละ 2 ดอลลาร์

เมื่อเขาอายุ 12 ปี แม่เขาแต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงของเขาทำร้ายเขาเป็นประจำ ดังนั้นเขาจึงออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับลุงทำงานในฟาร์ม และเริ่มมีโอกาสได้ทำงานหลากหลาย อาทิ เป็นนักดับเพลิง ฝึกงานที่ศาล ขายประกัน ขายยาง ชาวนา ทำงานที่สถานีขนส่ง เจ้าหน้าที่ขายตั๋วรถไฟ และทุกงานที่ทำนั้นล้มเหลวทั้งหมด

อายุได้ 15 ปี เขาปลอมหลักฐานการเกิดเพื่อให้ได้เข้าไปทำงานเป็นทหาร แต่ก็ต้องถูกปลดประจำการ เพราะกองทัพขับออกมา จากนั้นเขาหันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถที่ไม่ได้เรื่องจึงถูกปฎิเสธอย่างไร้เยื้อใย

พออายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้งติดต่อกัน

อายุ 18 ปี เขาแต่งงานมีครอบครัว และปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคนแต่ชีวิตครอบครัวก็มีความสุขอยู่ได้ไม่นานนัก ภรรยาเขาตัดสินใจทิ้งเขาและหอบลูกหนีออกจากบ้านตามไปด้วย น้องชายภรรยาเขาถึงกับเขีนจดหมายมาต่อว่า เธอไม่สมควรที่จะแต่งงานกับคนไม่ดีอย่างคุณ ที่ไม่มีงานทำ

อายุ 20 ปี เขาสามารถขอคืนดีกับภรรยาได้สำเร็จ กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งแต่ก็อยู่กันไม่นาน ภรรยาเขาก็ตัดสินใจหอบพาลูกหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้อีกแล้ว

เหมือนว่าชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องสักอย่าง แต่พระเจ้าก็ไม่ใจร้ายกับมนุษย์จนเกินไป สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควรแต่เขากลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ  เพราะสถานะของเขาไม่ดีพอที่จะเลี้ยงลูกสาวให้มีชีวิตที่ดีได้ เขาเคยคิดวางแผนการลักพาตัวลูกตัวเอง แต่ก็ยังมีอันให้ทำไม่สำเร็จอีกจนได้

เขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่าและเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิตแต่เหมือนปาฏิหาริย์

ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้อีกครั้ง พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนเขาอายุ 65 ปี วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์

และดูเหมือนว่าต่อไปนี้ชีวิตจะขึ้นอยู่กับเงินประกันสังคมเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกถึงความท้อแท้ ล้มเหลว และไม่ได้รับการยอมรับจากสิ่งใดๆในโลกนี้เลย เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแลเขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจว่า “จะฆ่าตัวตาย

เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่งนั่งลงอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรมแต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญาเขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่

เขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อขอทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จบ้างเถอะ

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้

นั่นคือ เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาเชื่อมั่นใจสิ่งนี้

ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อขอทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จบ้างเถอะ

เขามุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขาด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น เขาซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟนั้น

เขาเริ่มทำและนำไก่ทอดออกขายตามบ้านเรือนในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา และด้วยรสชาดที่แสนอร่อยของไก่ทอดที่ไม่มีใครเหมือน ทำให้เป็นที่ชื่นชอบและได้รับความนิยมมาก

ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปีเขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

ถ้าความสำเร็จของ KFC ว่ามากแล้ว ความล้มเหลวของผู้ให้กำเนิดอาจมากมายกว่าหลายเท่านัก แต่เขาก็ผ่านมันมาได้ มิสเตอร์แซนเดอร์สมีอายุ 90 ปี เขาใช้เวลา 65 ปีอยู่กับความล้มเหลว แต่ก็ไม่เคยหยุดนิ่ง แล้วผลของการสะสมความล้มเหลวก็มาใช้คืนเขาเปลี่ยนเป็นความสำเร็จตลอด 20 กว่าปีสุดท้ายที่เหลืออยู่

ถ้าเป็นคุณระยะเวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตต้องประสบกับความล้มเหลวล้วนๆ คุณจะยังมีเรี่ยวแรงต่อสู้ชีวิตต่อไปอีกมั้ย

ถ้าเป็นคุณมองไปรอบตัวมีแต่ความสิ้นหวัง คุณจะยังมีจิตใจอันกล้าหาญ บอกตัวเองเสียงดังๆว่า จะขอเลือกมีชีวิตอยู่เพื่อขอทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จบ้างเถอะ ได้อีกมั้ย

ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมิสเตอร์แซนเดอร์ส ผู้สร้าง KFC เป็นเช่นนี้ แล้วชีวิตคุณหล่ะ เมื่อเทียบกับเขาแล้ว ชีวิตคุณจะขอเป็นคนที่มีชีวิตที่ดีกว่าตอนนี้ ที่ร่ำรวยกว่าตอนนี้ ที่สดใสกว่าตอนนี้ และประสบความสำเร็จมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่ได้เชียวหรือ… “กูจะรวย” เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ตั้งใจ ใจสู้ และจริงจังกับการสร้างชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นครับ