เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ ใหญ่มากทีเดียว
เพราะคนส่วนใหญ่เกิน 80% ไม่รู้ว่า 2 สิ่งนี้ แตกต่างกันมากเหลือเกิน

ทำไมมันถึงสำคัญ เพราะถ้าคุณเข้าใจผิด
ก็เหมือนคุณกำลังวางยา ดื่มยาพิษ ฆ่าตัวตายทุกวันอย่างช้าๆ
ด้วยการออกไปทำมาหากินอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้ว่า คุณจะหมดตัวไม่เหลืออะไร

เริ่มเลยนะ
รายได้ คือ เงินที่คุณได้มาจากการทำงาน อะไรก็ตามแต่ เอาว่าโดยมากแล้วก็คือเงินเดือนนั่นเอง
ไม่ผิดที่จะได้เงินเดือน ทำงานก็ต้องได้เงินเดือนสิเนอะ แต่อย่าคิดว่าเงินเดือนมากๆ เยอะๆ สูงๆ คือคุณเป็นคนมั่งคั่งแล้ว มันไม่ใช่เลย

มั่งคั่ง คือ การตอบคำถามนี้ต่างหากว่าถ้าคุณหยุดทำงาน คุณจะยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ไม่มีหนี้สินพอกพูนสะสม มีเงินพอจับจ่ายใช้สอยไปได้อีกนานแค่ไหน

ยกตัวอย่างประกอบดีกว่า
(อย่าอินมากนะ ยกเคสมาให้เห็นภาพ เพื่อเข้าใจแนวคิดของเรื่องเท่านั้น เดียวจะแบบ เป็นเรานะ เราไม่ทำแบบนี้หรอก อะไรงี้)

นายสมชาย ทำงานได้เงินเดือน เอาว่า ให้เขามีเงินเดือนสูงหน่อยละกัน (ส่วนเขาจะประกอบอาชีพอะไร ให้คุณเลือกได้ตามใจ) คุณสมชายทำงานได้เงินเดือน 150,000 บาท 

นี่คือคนรวย ใช่มั้ยก็อาจจะรวยมั้ง แต่ยังตอบไม่ได้ มาดูต่อ

คุณสมชายต้องใช้เงินสมฐานะหน่อย (ธรรมชาติของคน จะมีรายจ่ายมากขึ้นตามรายได้ที่มากขึ้นเสมอ จึงเป็นเหตุให้ คนที่หาเงินได้สูงๆ มากมายที่ไม่รวยสักทีไง หรือบางคนย่ิงมีเงินมาก ยิ่งจนลง ด้วยการใช้มือเติบ ก่อหนี้สารพัด)

คุณสมชายซื้อคอนโดหรู ใจกลางเมือง กู้เงินธนาคารมาซื้อ แล้วผ่อนธนาคาร อืมมม สัก 50,000 บาทต่อเดือน

คุณสมชายซื้อรถสปอร์ตสุดเท่ กู้เงินธนาคารมาซื้อเช่นกัน แล้วผ่อนธนาคาร 40,000 บาทต่อเดือน

(เงินหมดไปจะครึ่งหนึ่งละเนี่ย)

คุณสมชายดูแลภรรยาอย่างดี ภรรยามีรถขับไว้เดินทางไปไหนมาไหนได้เอง จะได้ไปหาเพื่อน ไปรับลูก ส่วนลูกจะกินไรได้กิน เลี้ยงลูกอย่างดีจะเรียนอะไร จะเอาอะไรได้หมด ว่างก็พาไปช้อปปิ้ง กินหรู ดูแพง เที่ยวต่างประเทศ รวมกับค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่ากินค่าอยู่ และรายได้ประจำเดือนยิบย่อย พวกค่าเติมน้ำมันรถตัวเอง น้ำมันรถภรรยา ค่าประกันภัยรถยนต์ ค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าอินเทอร์เนตบ้าน ค่าโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือ ค่าเคเบิลทีวี ค่าช้อปปิ้งภรรยา และลูก ค่าปาร์ตี้ออฟฟิศ ค่าภาษีสังคม เลี้ยงลูกค้า ใส่ซองวันแต่งงานลูกน้อง งานบวชลูกน้อง งานศพคนรู้จัก มีอะไรก็ใส่ๆไป

เอาว่ารวมๆ แล้ว คุณสมชายมีรายจ่ายก้อนกลมๆ ที่ต้องจ่ายออกไปราว 120,000 บาทต่อเดือน
เหลืออีกตั้ง 30,000 บาท เอาไว้เป็นเงินเก็บ ใส่บัญชีออมทรัพย์ไว้

อืม ก็ดูดีนะ ถ้าชีวิตเดินไปเช่นนี้ตลอดกาล แต่มันไม่ใช่งั้นสิ
ถ้ามันไม่เดินไปปกติเช่นนี้ตลอดละ เช่น

ภรรยาป่วย ลูกป่วย รถชน (ไม่ขับไปชนเขา เขาก็มาชนเราได้นะ) หรือลูกอยากได้รถสักคันละ ป๊าๆ ซื้อให้หน่อย จะได้ไม่ต้องกวนมะม้ามารับส่งแล้ว เอ้อออ 

หรือญาติผู้ใหญ่ป่วยแล้วคุณสมชายต้องเข้าไปดูแลค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ที่งอกเงยขึ้นมา เงินเก็บจะเพียงพอดูแลไปได้แค่ไหน

ตรงนี้แหละ เราจะรู้ว่า คุณสมชายมีความมั่งคั่งมากขนาดไหน?

ถ้าจากกรณีตัวอย่างนี้ คุณสมชายไม่น่ารอด เพราะรายจ่ายประจำก็แทบ 80% ของรายได้ทั้งหมดอยู่แล้ว
เงินเดือน 150,000 บาท รายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายราว 120,000 บาท เหลือ 30,000 บาท ถึงเวลาจริงๆ รถชนสักคัน ค่าซ่อมก็แทบหมดไปเดือนละ ถ้าเก็บทุกเดือนไว้แต่เนิ่นๆ ก็อาจจะยังพอมีสายป่านต่อชีวิตไปได้ แต่ถ้าคุณสมชายเป็นคนประเภททำงานเก่ง หาเงินเก่ง แต่ไม่ใช่ สายเก็บเงิน อันนี้ ชีวิตซวยแล้ว บอกเลย

เพราะความรู้ทางการทำงานหาเงิน ที่ไว้ใช้ประกอบวิชาชีพ
กับความรู้ทางการเงิน ที่ไว้ใช้สร้างความมั่งคั่ง
มันเป็นคนละชุดความรู้กัน

แล้วถ้าเอาให้แซ่บกว่านี้ละ ถ้าเกิดเหตุอะไรไม่รู้ ทำงานอยู่ดีๆ หัวหน้าเรียกพบแล้วบอกว่า
คุณสมชาย เดือนนี้จะเป็นเดือนสุดท้ายที่เราจ้างคุณ จากนโยบาย บลา บลา บลา
(ถ้าในชีวิตจริง ก็ลุ้นว่าจะได้รับเงินชดเชยกี่เดือน รวมกี่บาท)
อันนี้ หน้าซีดเลยนะ เพราะตกงาน รายได้ไม่เข้า แต่รายจ่าย มาเคาะเรียกทุกเดือน
หางานใหม่ ก็อาจจะต้องลดเงินเดือนตัวเองลงหรือไม่ก็ ต้องมองหาช่องหาจังหวะ ไปสมัครงานบริษัทที่เขาจ่ายไหว

ระหว่างที่วิ่งหางานอยู่นี้ ถ้าเงินเก็บนำมาใช้หมดแล้ว
ก็อาจต้องไปฝากชีวิตด้วยการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตต่อไปเรื่อยๆ
เป็นการดึงเงินอนาคตมาใช้วันนี้ไปก่อน แล้วถ้าครบกำหนดไม่มีเงินจ่าย จ่ายได้เพียงยอดขั้นต่ำเท่านั้น
คุณสมชายก็จะโดนดอกเบี้ยเล่นงาน สะสมทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ ปล่อยไปเช่นนี้
สุดท้ายจะกลายเป็นคนถังแตก เป็นหนี้ก้อนโต หมดอนาคตไปได้เลยทีเดียว

เช่นนี้แล้วอาจกล่าวได้ว่า
คุณสมชายเป็นคน “มีรายได้สูง” (อาจจะไม่มากนัก แต่ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยคนทั้งประเทศ)
แต่เป็นคน “ไม่มีความมั่งคั่ง” ในชีวิตมากเท่าไหร่นัก

พอเห็นความแตกต่างแล้วนะครับ

การมีเงินเดือนมาก มีรายได้มาก ถ้าไร้ซึ่งนิสัยบริหารจัดการเงินที่ดี
เห็นว่าตัวเองมีเงินเข้ามามาก ก็ใช้จ่ายออกไปมาก
เงินรายได้นั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณกลายเป็นคนมั่งคั่งได้เลยแม้แต่น้อย
มันคนละเรื่องกัน

ดังนั้น เวลาเรารู้ว่าคนนี้ได้เงินเดือนมาก มันก็ไม่ได้บอกว่าเขาจะเป็นคนที่มีความมั่งคั่งอะไรได้เลย
คนที่มีเงินเดือน 100,000 บาท แล้วมีรายจ่ายเดือนละ 90,000 บาท เหลือเดือนละ 10,000 บาท
ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความมั่งคั่งเท่ากับ คนที่มีเงินเดือน 20,000 บาท แล้วมีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท
เหลือเดือนละ 10,000 บาทเท่ากันเลย มั่งคั่งพอกัน

แต่ถ้าคุณไปเจอคนที่มีเงินเดือน 15,000 บาท แล้วมีรายจ่ายเดือนละ 5,000 บาท เหลือเดือนละ 10,000 บาท แบบนี้สิ จัดว่าเป็นคนมีความมั่งคั่งมาก เพราะทุกเดือน มีรายจ่าย 5,000 บาท ราว 30% คิดดูสิ คนนี้ทำงาน 1 เดือน เท่ากับเขาจะอยู่ต่อไปได้อีก 2 เดือน ทำ 1 ได้ 2 ทำ 2 ได้ 4 สะสมทบทวีคูณไปเรื่อยๆ สุดยอดมาก

ถ้าเขาทำงาน 1 ปี จะมีเงินเก็บรวม 10,000 x 12 = 120,000 บาท/ปี
แต่มีรายจ่ายรวมทั้งปีเพียง 5,000 x 12 = 60,000 บาท
ทำงาน 1 ปี อยู่ต่อไปได้แบบไม่ต้องทำงานได้อีก 2 ปีเลยนะเนี่ย
ถ้าทำงานอยู่แล้วโดนไล่ออก ก็ยังใจเย็นได้ไปอีก 2 ปี
พักผ่อนไปยาวต่อเนื่อง 6 เดือน แล้วค่อยหางานทำยังได้เลย
คนเขามีความมั่งคั่งอะเนอะ 5555

ต่อไปนี้อย่าโดนตัวเลขเงินเดือนรายได้เยอะๆ หลอกนะ
เราจึงมีคำเรียกเศรษฐีว่าผู้มีความมั่งคั่ง” (Wealth)
ไม่มีที่ไหนเขามาวัดเศรษฐีด้วยรายได้ (Salary) กันหรอกนะ

เพราะเศรษฐี เขาดูที่ความมั่งคั่งเป็นสำคัญต่างหาก
ถ้าอยากเป็นเศรฐี จงเป็นคนที่มีความมั่งคั่งมากๆ จึงจะถูกต้องจ้า