ความยากของการที่คนเราทำอะไรให้สำเร็จหรือไม่ เอาเข้าจริงแล้วนะ มันมีอยู่แค่ 2 เรื่องนี้เท่านั้นแหละ ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย

ยากที่ 1 ยากตอนเริ่ม

ทุกคนต้องเคยอยู่ในจุดที่กล้าๆ กลัวๆ เข้าใจว่าการทำอะไรใหม่ๆ ที่ตัวเราไม่เคยทำมาก่อน มันย่อมมีความไม่แน่ใจ ประหม่า ขาสั่น ใจสั่น

เพราะธรรมชาติของมนุษย์เรา จะกลัวสิ่งที่เรามองไม่เห็น เรากลัวจากความไม่รู้ และธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ จะจินตนาการไปถึงเรื่องลบ ด้านร้ายมากกว่า เรื่องบวก ด้านดีเสมอ

“กูจะรวย” แนะให้ว่า สิ่งที่คุณไม่รู้ ให้ประเมินถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุดไว้ แต่ให้ทำงานบนภาพด้านบวก ให้ดำเนินการไปกับเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น คิดจะลงทุนทำธุรกิจส่วนตัว มีงบ 100,000 บาท คิดไปเลยว่ามันอาจเจ๊ง ขาดทุน ผลาญเงินทุนคุณเกลี้ยง

ถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นคุณรับได้มั้ย ถ้ารับได้ และไม่กระทบชีวิตจนชิบหาย ก็ลุยเลย รออะไรอีกหล่ะ ก็ในเมื่อเราเตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วว่าถ้ามันเจ๊ง เรารับได้ในเงินทุนก้อนนี้ที่จะหายไป ชีวิตเรายังดำรงคงอยู่ต่อไปได้ เราได้ตีเส้นความเสียหายไว้ในจุดที่จะไม่นำพาให้ทุกอย่างล่มจมตามไปด้วย

เมื่อคุณเห็นภาพร้ายสุดแล้ว ให้หยุดคิดถึงด้านลบ แล้วเริ่มลงมือทำด้วยภาพด้านบวกว่าสิ่งดีๆ อะไรบ้าง จะเกิดขึ้นตามมาเมื่อมันเริ่มต้น ชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปยังไง ที่ดีกว่าที่เป็นอยู่บ้าง จินตนาการ สร้างภาพความสำเร็จไปเลย

ใครจะบอกว่าคุณสร้างฝัน ก็ถ้ามันทำให้คุณมีแรงใจเดินต่อไป จะไปแคร์เสียงพูดคนอื่นทำไม คุณกำลังจะสร้างชีวิตคุณให้ดีขึ้น คุณควรแคร์ตัวเองให้มากที่สุดในยามนี้ ถูกมั้ย คิดได้เช่นนี้ ก็ลงมือเลย ไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว เสียเวลา

 

ยากที่ 2 ยากรักษาสิ่งนั้นไว้

อันนี้ก็เป็นอะไรที่ทุกคนคงเข้าใจได้อยู่แล้ว และก็เข้าใจด้วยว่า มันยากยังไง มันยากจริงๆ นั่นแหละ

บางคนสามารถเอาชนะยากแรกได้แล้ว คือสามารถเริ่มต้นได้ แต่ก็มาตายหลังจากนั้นไม่นาน ตัวอย่างที่แสนง่าย

แล้วใกล้ตัวเราทุกคนมากที่สุดก็คือ การออกกำลังกาย

หลายคนเริ่มต้นออกกำลังกายได้ เช่น เลิกช้อปปิ้ง แบ่งเงินไปสมัครฟิตเนส ลงทุนซื้อรองเท้าเพื่อวิ่ง จัดสรรเงินไปซื้อหาอุปกรณ์เพื่อใช้ออกกำลังกาย

ใช่แล้ว อย่างที่คุณคิดนั่นละ ได้แต่ซื้อ แต่ไม่เคยได้ใช้ แหม่ เหมือนจะเริ่มต้นได้ดี ท่าดีแต่ทีเหลว อ้างว่าไม่มีเวลาบ้างหล่ะ เหนื่อยจากงานบ้างล่ะ

เรื่องหาข้ออ้าง หาเหตุผลให้ไม่ทำ ผมไม่ต้องยกตัวอย่างหรอก ทุกคนทำได้ดีอยู่แล้ว ทำได้ดีมากซะด้วย

ยกตัวอย่างผมเองก็ได้ ผมคิดว่าน้ำหนักตัว และรูปร่างตัวเองเริ่มย้วย เสื้อผ้า กางเกงที่เคยใส่ได้สบาย ตอนนี้อึดอัด คับแน่นไปหมด ไม่ได้การ ผมไม่รอว่า ต้องขึ้นปีใหม่ก่อนนะ ต้องหาฤกษ์งามยามดีก่อนนะ เย็นวันนั้นผมออกวิ่งเลย

เอารองเท้าที่มี เสื้อผ้าเท่าที่มี ใส่วิ่งไปเลย

วิ่งจนรองเท้าเก่าๆ มันขาดเลยหล่ะ ทีนี้ผมก็ไปซื้อรองเท้าวิ่งโดยเฉพาะ หาเสื้อที่เนื้อผ้าเหมาะกับการวิ่ง และนั่นนี่โน้นก็จ่ายไปหลายพัน

ผมบอกตัวเองว่า อย่าเสียดาย เราจ่ายเงินจำนวนเท่านี้ เพื่อแลกกับ การไม่ต้องจ่ายเงินรักษาตัวยามป่วย จากการไม่ดูแล ไม่ออกกำลังกาย จ่ายแค่นี้ โคตรถูก

และด้วยความที่งกโดยสันดาน ก็บอกตัวเองว่า เสียเงินหลายพัน ยังไงก็ต้องวิ่งนะ ไม่งั้นจะเสียเงินไปทำไม

แล้วผมก็มีกิจกรรมวิ่งทุกเย็นค่ำก่อนนอน เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำทุกวัน จะมีหยุดบ้างก็ตามโอกาส แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งมากกว่าไม่วิ่ง

ผลที่ตามมาคือ รับรู้ได้เลยว่าตัวเองมีพลังมากขึ้น ทางกายภาพยิ่งชัด เสื้อผ้า กางเกงใส่สบายขึ้น มีคนทักผมว่าเพรียว สลิมกว่าเมื่อก่อนหลายคน ด้านจิตใจ รู้สึกสดชื่อ มีพลังงาน และรู้สึกโปร่งโล่ง เบาสบาย

เพราะขณะวิ่ง ผมจะถือเป็นช่วงเวลาไม่เอาอะไรมาให้หนักหัว เบื่อ เครียด เซง หน่ายมาจากเรื่องอะไร ช่วงเวลานี้ผมจะสงวนสิทธิ์ไม่ให้ความคิดพวกนั้นเกิดขึ้น

แค่มองข้างหน้าแล้ว วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งงงงงง มองต้นไม้ วิ่งผ่านมันไป มองเสา วิ่งผ่านมันไป หาชัยชนะเล็กๆ ให้ตัวเองตลอดทาง แล้วคุณจะชนะเรื่องใหญ่เองในที่สุด

ทำต่อไปให้ได้ต่อเนื่อง … ดั่งคำที่ว่า เป็นแชมป์ว่ายากแล้ว การรักษาแชมป์ไว้ได้ตลอดยากยิ่งกว่า

ก็เช่นกัน การเริ่มต้นว่ายากแล้ว การทำต่อไปให้สำเร็จยากยิ่งกว่า

 

ถ้าสามารถผ่านความยาก 2 อย่างนี้ได้

โอกาสที่ชีวิตจะดีขึ้นก็มีมากขึ้นตามไปด้วย แล้วคุณผ่านความยากแรกได้รึยัง …. เริ่มสิ จะรออะไร!!